Smart-Money

กลัวจน...

posted on 29 Dec 2006 10:42 by maroommatum  in Smart-Money

ด้วยกลัวเวลาสูงวัย ( หรือเรียกง่ายๆว่า แก่ ) จะลำบากไม่มีลูกมีหลานมาเลี้ยงดู .... เลยต้องป้องกันไว้ก่อน......ด้วยการหาวิธีการเพิ่มมูลค่าของเงินออมที่เหมาะกับตัวเอง .....ค้นหา/ศึกษาเอาไว้... ถือคติรู้ไว้ใช่ว่า... ใส่บ่าแบกหาม..... , รู้ดีกว่าไม่รู้...ฮิฮิ........ ไปเจอบทความด้านการเงินจากเว็บ

http://www.familyknowhow.com/FamilyKnowHow/content.jsp?contentId=2000000000143

ใครสนใจก้อคลิ๊กลิ้งค์ไปอ่าน หรือ อ่านจากข้างล่างนี้ได้นะ.....

หุหุ... น่าสนใจช่ายม้าย..... รีบเช็คตัวเองแล้วเริ่มเลย..... ( ที่ทำอยู่ก้อประมาณนี้แหละแต่ขาดเรื่องซื้อหุ้น.....


ASSET ALLOCATION

หากคุณเป็นคนที่แขวนการตัดสินใจไว้กับเวลา... คุณเป็นคนที่
- เช้า ต้องทานอาหารเช้า 08.00-09.00 น.
- กลางวัน ต้องไม่เกิน 13.30 น. และเย็น ต้องไม่เกิน 19.00 น.
- ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว พักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- แบ่งสันเงินที่ได้มาเป็นก้อนเป็นกลุ่ม ใช้จ่ายตามจำเป็น ชำระหนี้ทุกอย่างก่อน และกันเงินส่วนหนึ่งเก็บเป็นเงินออมทุกครั้งฯลฯ

คุณก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถจัดสรรเงินออม เพื่อสร้างเงินลงทุนให้กับตัวคุณเอง
แต่หาก..คุณเป็นคนที่ ให้ใจให้ความต้องการของตัวเอง เป็นคนกำหนด ไม่ยึดติดกับอะไรมากกว่า สิ่งที่ตัวเองปรารถนา...คุณเป็นคนที่
- ทานอาหารเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง
- มีเงินก็ใช้ไปเรื่อย ๆ จ่ายหนี้ค่าโทรศัพท์ ผ่อนบ้านผ่อนรถ ซื้อของไปเรื่อย ๆ หมดเมื่อไรก็เมื่อนั้นถ้าไม่พอ ก็รอเงินงวดใหม่ออก

ถ้าหากชีวิตเป็นแบบนี้ สัญญาณที่บ่งบอกความจนที่จะมาเยือน ไม่แตกต่างกับโรคร้ายมะเร็งที่กำหนดเป็นระยะ ๆ
ระยะแรก เงินเริ่มหมุนไม่ทัน
ระยะสอง ผลัดผ่อนเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ไปเรื่อย ๆ
ระยะที่สาม ขั้นสุดท้าย หนี้ท่วมตัว รักษาไม่ไหว
แม้ชีวิตจะไม่ชอบกำหนดหรือตัดสินใจตามเวลา แต่เรื่องเงินเรื่องทอง เพื่อความมั่นคงของชีวิตลองใช้สูตรแบ่งเงินในกระเป๋านี้หน่อยเป็นไร

โดยนำรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน จัดแบ่งแยกเป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับการใช้สอยดังนี้
สูตร 1 : เป็นคนครอบครัวใหญ่ ภาระเยอะ ต้องใช้สูตร
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว + ครอบครัว 35 %
จ่ายชำระหนี้ 35 %
ฝากธนาคาร 10 %
ซื้อหุ้น 15 %
ซื้อประกันชีวิต 5 %
รวม 100 %


สูตร 2 : ครอบครัวเล็ก ยังไม่มีลูก ใช้จ่ายไม่มาก แต่ต้องกันเงินออมไว้สำหรับอนาคต
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว + ครอบครัว 25 %
จ่ายชำระหนี้ 35 %
ฝากธนาคาร 10 %
ซื้อหุ้น 25 %
ซื้อประกันชีวิต 5 %
รวม 100 %


สูตร 3 : ตัวคนเดียว คบหาแฟน ยังไม่แต่งงาน แต่ค่าใช้จ่ายเยอะ เพราะยังมีชีวิตแบบคนโสด ไม่ชอบทำอะไรเป็นชั้นเป็นอันสักเท่าไร
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว + ครอบครัว 40%
จ่ายชำระหนี้ 35 %
ฝากธนาคาร 10 %
ซื้อหุ้น 10 %
ซื้อประกันชีวิต 5 %
รวม 100 %
วิธีใช้ ก็เพียงแต่นำเงินเดือนของตัวเอง มาเข้าสูตรแบ่งเปอร์เซ็นต์ที่จัดสรรให้ ที่เหลือคือความพยายามและความอดทนที่จะต้องใช้จ่ายตามรายการแต่ละรายการที่กำหนดไว้
ถ้าหากจะเปลี่ยนแปลงเปอร์เซ็นต์เพื่อความเหมาะสมกับตัวเองจริง ๆ ก็ทำไปเถอะ แต่หากจะเปลี่ยน
เพราะเป็นข้ออ้างล่ะก็
คุณพลาดอีกแล้ว

ได้มาจาก blog ของคุณ Sriphat...... อ่านแล้วก้อน่าสนใจ...

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sriphat&date=27-11-2006&group=1&blog=42


ซื้อหุ้น เดือนละพัน โฉมใหม่ ลงทุนผสมการออม

แม้การลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยงที่สูงสุดในกระบวนสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ แต่จากสถิติบอกเราว่า การลงทุนในหุ้นระยะยาวจะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ ไม่ว่า การฝากเงิน ตราสารหนี้

หากสามารถลงทุนด้วยเงินจำนวน "น้อย" ด้วยแล้ว น่าจะเป็น "ทางเลือก" สำหรับผู้ที่มีเงินน้อย แต่อยากลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ใช่น้อย..

โครงการ "ออมหุ้นกับ "Easy Wealth Builder" ของบล.ซิกโก้ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการ "ออมเงิน" ที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท/เดือน/หุ้นเท่านั้นในการสะสมหุ้นเป็นรายเดือน หรือใช้หลักการลงทุนแบบ "เฉลี่ยต้นทุน" (Dollar Cost Averaging) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและลดความผันผวนของราคาหุ้น

"การลงทุนในหุ้นถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนของประชาชนผู้ที่มีเงินออมทุกคน ซึ่งที่ผ่านมาคนจะมองว่าคนที่จะลงทุนในตลาดหุ้นได้ ต้องเป็นคนที่มีฐานะดีพอสมควร จึงทำให้มีจำนวนนักลงทุนที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมีไม่มากนัก ทั้งๆ ที่ผู้มีเงินออมและสามารถลงทุนในหุ้นได้มีจำนวนมากกว่าผู้ที่เปิดบัญชีหุ้นหลายเท่าตัว" "ศิริพงษ์ สุทธาโรจน์" กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ซิกโก้ กล่าว

โครงการนี้จึงเป็นการปรับแพ็คเกจของโครงการ Wealth Builder เดิม ที่แต่ก่อนจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 2,000 บาท และมีหุ้นให้เลือก 20-30 ตัวเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้เพิ่มหุ้นให้นักลงทุนเลือกซื้อได้มากขึ้นถึง 50 ตัวในดัชนี 50 ซึ่งเป็นหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานดีและมีสภาพคล่อง

ขั้นตอนของการออมหุ้นของโครงการนี้ ทำได้ง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ผู้ลงทุนการเลือกหุ้น เลือกวันลงทุนและเลือกจำนวนเงินลงทุนด้วยตัวเอง พร้อมกับลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามช่วงเวลาที่กำหนด

ในการเลือกหุ้นลงทุนนั้น ผู้ลงทุนสามารถเลือกหุ้นใน "ดัชนี 50" (SET50) ตัวใดก็ได้ สูงสุดถึง 10 หุ้น แต่ต้องเป็นการใส่เงินลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือน ตั้งแต่ขั้นต่ำ 1,000 บาท/หุ้น/เดือน สูงสุดถึง 1 แสนบาท/หุ้น/เดือน

ส่วนการเลือกวันลงทุนเพื่อหักบัญชี โครงการได้กำหนดวันลงทุนไว้ 3 ช่วงคือ ทุกวันที่ 5 ,15 และ 25 ของเดือน ตามความสะดวกของผู้ลงทุนแต่ละบุคคล

สำหรับการคิดค่าธรรมเนียมนั้น บริษัทจะคิดในอัตรา 0.25% เท่ากับการคิดค่าคอมมิชชั่นซื้อขายหุ้นปกติ

"ค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชั่นการซื้อขาย จะคิดที่ 0.25% หรือขั้นต่ำ 50 บาท ซึ่งต่างจากโครงการเดิมที่จะคิดค่าธรรมเนียมสูงถึง 1,200 บาทต่อปี เช่น ถ้าหากลงทุน 1,000 บาท/หุ้น 12 เดือน ก็เท่ากับจ่ายค่าคอมมิชชั่นเพียง 600 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าสมัยก่อนมาก"

โครงการนี้กำหนดเปิดโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 นี้เป็นต้นไป

"บริษัทจะซื้อหุ้นก่อนและหักเงินหลังจากวันที่ซื้อแล้ว 3 วันทำการตามT+3 โดยคิดค่าธรรมเนียม 0.25% เท่านั้น

การสะสมหุ้นรายเดือนนี้ถือเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน เหมาะสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ โดยบล.ซิกโก้จะเปิดให้บริการพร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ" ศิริพงษ์ กล่าว

ปัจจุบัน บล.ซิกโก้ มีลูกค้าที่เปิดบัญชีกับโครงการ Wealth Builder อยู่ก่อนแล้ว 716 ราย โดย 36% หรือราว 200 ราย ได้พัฒนาตัวเองไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นด้วยตัวเองกับบริษัท

"ถือว่าเราประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ค่อนข้างมากและพอใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการหาลูกค้าใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะดีที่ได้ปรับปรุงโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ ตามนโยบายที่อยากให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนที่ลงทุนกับโครงการนี้อย่างสม่ำเสมอได้รับผลตอบแทนหรือมีกำไรแทบทุกราย และมากกว่าเงินฝาก" "เกษราภรณ์ ชนาพรรณ" ผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าว

ออมหุ้นกับ "Easy Wealth Builder" ถือเป็นช่องทาง "ลงทุน" ในหุ้นที่ดีสำหรับนักลงทุนที่มีวินัย และต้องการชิมลางในตลาด แต่ก็ต้องเลือกศึกษาตัวหุ้นให้ดีด้วย เพราะ...การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง

ที่มา : http://www.bangkokbizweek.com / ถนนนักลงทุน 27-10-2549

Last Update : 27 พฤศจิกายน 2549 18:15:44 น.

บทความ Show me the money

posted on 14 May 2008 23:06 by maroommatum  in MxM, Smart-Money

ได้อ่านบทความ Show me the money จากหนังสือพิมพ์แจกฟรีของ Bangkok Post
mylife   บทความนี้เขียนโดยคุณศรีวิภา  ศิริปัญญาวิทย์  ( SRIWIPA SIRIPUNYAWIT )
อ่านแล้ว....สนุกดี....ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่...ไม่รู้จักคำศัพท์...... แต่คิดว่าอ่านเข้าใจนะ

 

เค้าให้เขียนรายได้ที่ด้านซ้าย / รายจ่ายข้างขวา.... รูปประกอบเค้าสวยนะ...แต่ตุ้มเป๊ะ
ไม่มีกล้อง เลยไม่ได้เอามาลง

ปล. ยังไม่เปิดดิกฯสักตัวเลยนะ....

 

===============================================

คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post - mylife ฉบับวันที่ 1 May 2008 

 

Show me the money

The importance of a financial statement

By SRIWIPA SIRIPUNYAWIT

 

Can you honestly say that you know your total expenditures for last year?
Do you have an inkling as to how much you spent on petrol, shopping,
food or mobile phone bills last month?
What about last week's vacation at the beach?
Did it make a dent in your savings?

 

Many  of us are unable to answer these questions because we have a tendency
to be negligent when it comes to financial matters.
This is why we need a smart tool called the "financial statement".

 

A financial statement or a cash flow statement is very simple.
It will help your realise how good, or bad, your spending behaviour is and show
you why your savings never increase.

 

Basically, a personal cash flow statement is the arithmetic difference of cash inflows
and outflows.
You may divide a page into two side: Cash inflows on the left and outflows on the right.

 

The practical period for recording your income and expenses and calculating the
difference is usually done on a monthly basis.

However, you may do it differently if you receive your salary cheque weekly or

twice a month.

 

You start by recording all your cash inflows or income in the column on the left.
This can be your monthly salary or money received from extra jobs.

 

Make sure to record your net income. For instance, record your monthly salary
after the personal income tax, social security and provident fund deductions.

 

You will need to do pretty much the same with your cash outflows. Record your
 expenses per month, which are usually divided into fixed and variable expenditures.

 

The fixed expenses are mortgage or monthly rent, car installment and others such
as appliances, children's education, utilities, transportation or petrol bills.
Variable expenses include food, shopping, entertainment and more.
You're required to add up all your monthly expenses.

 

Once you have listed cash inflows and outflows, tally both columns and subtract your
total expenses from total income.
In general, you're supposed to have some money left after the subtraction.

 

The money that remains after this subtraction can be put into your savings account
 or invested in asset classes that generate good returns.

 

However, many believe that it's wiser to initially subtract the amount of money you
want to save from your income and spend the rest.
This is a good way way to ensure that you do not spend beyond what you plan to.

 

Always bear in mind -- it doesn't matter how much you earn but how much you
save!

 

Once you get into the habit of making a financial statement, you will begin to see
changes in yourself, your spending behaviour and your views toward money.

 

=================================================

 

ยังไม่เสร็จ ขี้เกียจแล้ว ไ้ว้ต่อ.... 

มาต่อให้จบละ...