Read

อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกเลยว่าไอ้ที่ชอบโมโหโวยวาย มันงี่เง่ามากกว่าที่เคยรู้สึก ประโยคที่เค้าพูดกัน... ไม่มีใครทำร้ายเราได้นอกจากตัวเราเอง... มันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งซะอีก...

วันนี้ทะเลาะกับเอเลี่ยนหน้า... งี่เง่าสุดๆๆๆ ต้องเจอหน้าทำงานกันทุกวัน แถมยังเป็นสมีของหัวหน้าเราอีก โคตรเซ็งเป็ดเลย..... :(

สงสัยเราต้องอ่านหลายๆๆรอบอ่านบ่อยๆๆ ให้ซึมซับ..... ประโยคที่เน้นตัวหนา... เป็นประโยคที่รู้สึกประทับใจ......



ที่มา - หน้าพระดอทคอม




ยาสามัญประจำใจ

พระไพศาล วิสาโล





ba156 (21K) ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน แก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง

คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอ และเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี

การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของ เธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเขารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้ คนอย่างไรบ้าง หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้ง ระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ
พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต"

เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นสาธุคุณประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ"
คิมเข้าไปโอบกอบเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย"

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัยโดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค
เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง "ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้" เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า "หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"


เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้ แต่เราสามารถควบ
คุมกำกับจิตใจของเราได้ เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า "ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น"


บทเรียนของคิม ฟุค คือในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ "การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"


การให้อภัยมิได้หมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวด แต่หมายถึงการไม่ยอมให้เหตุ การณ์เหล่านั้นมาทำร้ายเรา ผู้ที่รู้จักให้อภัยคือผู้ที่ยังจดจำอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้ แต่แทนที่จะปล่อยให้อดีตนั้นมากระทำย่ำยี กลับเอาชนะมันได้และสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เอามาเป็นบทเรียนเพื่อจะไม่ทำความผิดพลาดอีก และที่สำคัญคือเป็นเครื่องเตือนใจว่าความโกรธเกลียดนั้นเป็นอันตรายต่อตัว เราอย่างไรบ้าง


เมื่อเราโกรธใคร อยากทำร้ายใครนั้น คนแรกที่ถูกทำร้ายคือตัวเรานั่นเอง ไม่ใช่แค่จิตใจเท่านั้นที่เร่าร้อนเหมือนถูกไฟสุม แม้แต่ร่างกายก็ยังได้รับผลกระทบด้วย
มีบางคนที่มีอาการปวดท้องและปวดศีรษะเรื้อรัง อีกทั้งยังมีความดันโลหิตสูง หมอพยายามตรวจร่างกายแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ หมอจึงขอให้เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่ากำลังมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับพี่สาวซึ่งทอดทิ้งให้เธอเผชิญปัญหา ตามลำพังอยู่หลายปี หมอจึงสันนิษฐานว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความบาดหมางดังกล่าว จึงแนะให้เธอยกโทษแก่พี่สาว หลายปีต่อมาหมอได้รับจดหมายจากคนไข้รายนี้ว่าเธอคืนดีกับพี่สาวแล้ว และอาการเจ็บป่วยก็ไม่มารังควานอีกเลย

มีอีกรายที่เจ็บป่วยโดยหมอไม่พบความผิดปกติในร่างกาย เธอมีอาการคลื่นไส้และระบบย่อยอาหารผิดปกติจนน้ำหนักลดไป ๑๕ กก. วันหนึ่งอาการได้กำเริบขึ้นเมื่อเธอได้รับจดหมายจากลูกพี่ลูกน้อง เธอเฉลียวใจในตอนนั้นเองว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความโกรธเกลียด เธอทั้งโกรธและเกลียดลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเพราะแอบไปมีความสัมพันธ์กับแฟน หนุ่มของเธอ ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเขียนจดหมายมาขอโทษเธอ เธอครุ่นคิดอยู่นาน และในที่สุดก็เขียนจดหมายตอบไปว่า "ฉันยกโทษให้เธอ" หลังจากนั้นสุขภาพเธอก็ดีขึ้นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

การให้อภัยเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตด้วยจิตใจที่โกรธแค้นพยาบาทกลับเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า คนที่มีความโกรธเกลียดอัดแน่นเต็มหัวใจย่อมไม่อาจพบความสุขและความเบิกบาน ใจได้ คนเช่นนี้ย่อมยากที่จะมีศรัทธาและกำลังใจในการมีชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องความโกรธเกลียดไปจากจิตใจ ด้วยการรู้จักให้อภัยและหมั่นแผ่เมตตาไปให้แก่คนที่ทำความเจ็บปวดให้แก่เรา


ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนึกถึงบุคคลดังกล่าวโดยที่จิตใจไม่พลุ่งพล่าน แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบลองนึกถึงเขาอยู่เป็นระยะ ๆ นึกถึงแต่ละครั้งก็ยิ้มให้เขา แผ่ความปรารถนาดีให้เขา เราจะพบว่าเรายิ้มให้เขาได้ง่ายขึ้น และจิตใจกระเพื่อมน้อยลง ไม่นานเราก็จะให้อภัยเขาได้และมีความปรารถนาดีต่อเขาด้วยใจจริง

ถึงตอนนั้นเราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาเป็นเวลานานนั้นมิ ใช่อะไรอื่น หากได้แก่ความโกรธเกลียดที่เคยอยู่ในใจเรานั้นเอง ความเจ็บปวดที่เกิดเพราะคนบางคนนั้นแท้จริงได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ที่ยังคงอยู่ก็เพราะใจเรานั้นเองที่ไปรื้อฟื้นและทนุถนอมมันเอาไว้ด้วย ความจงเกลียดจงชังหมายมั่นจะแก้แค้น ตัวเขาอาจอยู่ไกลแสนไกล แต่เราเองต่างหากที่ไปดึงเขามาไว้กลางใจเราอยู่ทุกโมงยาม พูดให้ถูกต้องก็คือใจเรานั่นแหละที่สร้างปีศาจร้ายมาหลอกหลอนตัวเองอยู่ทุก ขณะจิต ปีศาจที่แม้รูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่เคยประทุษร้ายเรา แต่เป็นผลผลิตจากใจของเราเอง

การให้อภัยและการแผ่เมตตาแท้ที่จริงก็คือการสยบปีศาจร้ายมิให้มาหลอกหลอน อีกต่อ
ไป จะเรียกว่าเป็นการเชื้อเชิญมันออกไปจากจิตใจของเราก็ได้ ด้วยการให้อภัยและการแผ่เมตตาเท่านั้น จิตใจของเราจึงจะได้รับการเยียวยาและกลับเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง

ในโลกที่เรามิอาจหลีกพ้นความพลัดพรากสูญเสีย ความเจ็บปวด และบาดแผลในใจ การให้อภัยและการแผ่เมตตาคืออะไรหากมิใช่ยาสามัญที่ควรมีไว้ประจำใจ

R# -3 สิ่งในชีวิต

posted on 06 May 2007 17:26 by maroommatum  in Read, Song

เพื่อนส่งเมล์มาให้อ่าน อ่านแล้วก้อรู้สึกดี เลยอยากให้เพื่อนที่แวะเข้ามาอ่านด้วย หรือจะเอาไปฝากใครๆก้อได้ค่ะ

ที่มา - เมล์

  • 3 สิ่งที่ไม่สามารถเรียกร้องให้กลับคืน

241798_4552760 image

 

 

  • 3 สิ่งที่ควรมี

241798_4552768 image

 

  • 3 สิ่งที่มีค่า

241798_4552772 image

 

  • 3 สิ่งที่ไม่แน่นอน

241798_4552777 image

 

  • 3 สิ่งที่บ่อนทำลาย

241798_4552779 image

 

  • 4 ดี

241798_4552788 image

 

="http://maroommatum.exteen.com/images/banner.gif" />

มองด้วยใจ

 


edit @ 2007/06/01 23:20:59

R#-เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

posted on 05 May 2007 21:30 by maroommatum  in Read

เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เป็นมุมมองที่ให้แง่คิดที่ดีกับชีวิตจริงๆ

เท่าที่รู้จักผู้คนที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าจะวัยเด็ก / วัยเรียน / วัยรุ่น / วัยทำงาน / วัยใกล้ชรา ...( ฮิฮิ ยังไม่ถึงหรอกเขียนไปอย่างนั้นแหละ ) ทุกคนมักจะประสบปัญหาและทุกข์ใจกับสิ่งที่ไม่สมปรารถนา / ถูกหักหลังจากคนใกล้ตัวหรือไว้ใจ / คิดถึงและรักคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัว/ ฝังใจกับอดีตที่ผ่านไป / ความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ซึ่งตุ้มเป๊ะก็มีเหมือนกันเป็นบางครั้งบางคราวแล้วแต่เหตุการณ์ / การคาดหวังให้คนอื่นเป็นอย่างที่เราคิดหรือต้องการ / ใช้ชีวิตแข่งขันกัน เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ขาดน้ำใจ เมินเฉยต่อผู้เดือนร้อน เป็นสิ่งที่เดี๋ยวนี้พบเห็นได้อย่างมากในสังคมปัจจุบัน

จะเริ่มเห็นใจกันก้อต้องเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดใหญ่ๆเกิดขึ้นเช่น สึนามิ เป็นต้น ( มีอีกเยอะแต่นึกไม่ออกค่ะ ) ทำไมไม่ลองมองกลับไปดูที่ตัวเอง หยุดคิดกันซักนิด สิ่งที่มีที่หามามันคือความสุขแล้วหรือ ที่พูดและเขียนนี่ไม่ใช่ว่าตัวเองจะดี เพียงแต่เป็นการเขียนเพื่อเตือนสติตัวเอง ให้มองย้อนกลับไปเหมือนกัน

ทุกวันนี้ยอมรับว่าใจร้อนน้อยลง แต่ยังมีอยู่ รู้จักคิดถึงคนอื่น รวมทั้งหันกลับมาดูแลสนใจคนในครอบครัว มากกว่าที่จะเที่ยวสนุกเฮฮากับเพื่อน ไม่ใช่ว่าตัดขาดสังคมนะ แต่ลดลงเพื่อให้เราได้มีเวลาหันมาดูแลตัวเองรวมถึงใจตัวเอง ใส่ใจสุขภาพตัวเอง ห่วงใยและสนใจคนในบ้านมากขึ้น รักกันมากขึ้น ( หรือเปล่าเนี่ย บางครั้งยังมีทะเลาะกันนิดหน่อย ) อย่าปล่อยปละละเลยให้เวลาผ่านไปโดยที่ตัวคุณไม่เคยใส่ใจ เมื่อเวลาที่คนที่รักต้องจากไปคุณจะเสียใจอย่างที่สุด ที่ไม่ทำให้เค้ามีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น หรือดีกว่าที่เป็นอยู่ จะได้ไม่ต้องมาฟูมฟายรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย

ในเมื่อตอนนี้ทุกคนยังมีวันพรุ่งนี้ ( หมายถึงยังมีลมหายใจจ๊ะ ) ลองหันกลับมาพิจารณาดูอย่างมีสติและรอบคอบกันเถอะ แล้วอะไรอะไรจะดีขึ้น

อ่านเรื่องที่เป็นประโยชน์และทดลองทำเพื่อเพิ่มความมีคุณค่าในตัวคุณเอง เหมือนกับที่เค้าเคยสุภาษิตกล่าวไว้ว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาลพาไปหาผล


ที่มาข้อมูลดีๆจาก - ที่นี่ดอทคอม

 

เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

จริงอยู่ ที่มิตรภาพไม่มีวันหมด แต่คุณอาจลืมไปว่า มันเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อคุณตระหนักว่า ไม่มีใครช่วยคุณ ในเวลาที่คุณมีความทุกข์
ไม่มีใครดีใจ อย่างจริงใจกับคุณ ยามเมื่อคุณมีความสุข
เมื่อนั้นคุณ เรียนรู้ที่จะหาเพื่อนแท้ให้กับชีวิตคุณได้แล้ว

อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยความเจ็บปวด
ความทรมานที่ได้ ประสบผ่านไปกับอดีตด้วย

อย่าละเลยและเพิกเฉยต่อใคร ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

คุณไม่ได้ตายจากความเจ็บปวดในชีวิตที่ผ่านมา
แต่มันทำให้คุณ เข้มแข็งขึ้น

อย่าให้ชีวิตขึ้นกับคนอื่น เพื่อทำให้คุณมีความสุข

ชีวิตแต่งงานและครอบครัว เป็นเรื่องที่สำคัญ
จงอย่ารีบร้อนใน การตัดสินใจ

แสดงความชื่นชมกับคนที่คุณรักและห่วงใย ในทุก ๆ วัน
ไม่ใช่แค่วัน หยุดหรือวันเกิด

ถ้าคุณยืมมา (จงคืน)
ถ้าคุณทำพัง (จงซ่อม)
ถ้าคุณรู้แล้ว (ปล่อยมัน)
ถ้าคุณต้องการ (ร้องขอ)
ถ้าคุณใช้ (ทำให้สะอาด)
ถ้าคุณใส่ (แขวนไว้ที่เดิม)
ถ้าคุณทำผิดพลาด (แสดงความรับผิดชอบ)
ถ้าคุณเชื่อ (คุณจะประสบความสำเร็จ)
ถ้าเป็นเจ้าของ( จงปกป้อง)
ถ้ามี (จงแบ่งปัน)
ถ้าคุณรักใครสัก คน (จงแสดงออก)

ผู้คนผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ ทั้งด้วยเหตุผลและด้วยโอกาส
ซึ่งนำพาทั้ง ความสุขและบทเรียนมาให้คุณ

เมื่อใดก็ตามที่ผิดหวัง จงมองโลกในแง่ดีเข้าไว้

อย่างน้อยที่สุด ก็มีคนที่รักคุณอย่างจริงใจ นั่นคือ
พ่อแม่ของคุณเอง


สนับสนุนข้อคิดนานาสาระโดย:


โดย :พีท โพสเมื่อ [ วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2550 เวลา 16:23 น.]

 

thai santisuk