R#-เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
posted on 05 May 2007 21:30 by maroommatum in Readเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เป็นมุมมองที่ให้แง่คิดที่ดีกับชีวิตจริงๆ
เท่าที่รู้จักผู้คนที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าจะวัยเด็ก / วัยเรียน / วัยรุ่น / วัยทำงาน / วัยใกล้ชรา ...( ฮิฮิ ยังไม่ถึงหรอกเขียนไปอย่างนั้นแหละ ) ทุกคนมักจะประสบปัญหาและทุกข์ใจกับสิ่งที่ไม่สมปรารถนา / ถูกหักหลังจากคนใกล้ตัวหรือไว้ใจ / คิดถึงและรักคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัว/ ฝังใจกับอดีตที่ผ่านไป / ความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ซึ่งตุ้มเป๊ะก็มีเหมือนกันเป็นบางครั้งบางคราวแล้วแต่เหตุการณ์ / การคาดหวังให้คนอื่นเป็นอย่างที่เราคิดหรือต้องการ / ใช้ชีวิตแข่งขันกัน เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ขาดน้ำใจ เมินเฉยต่อผู้เดือนร้อน เป็นสิ่งที่เดี๋ยวนี้พบเห็นได้อย่างมากในสังคมปัจจุบัน
จะเริ่มเห็นใจกันก้อต้องเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดใหญ่ๆเกิดขึ้นเช่น สึนามิ เป็นต้น ( มีอีกเยอะแต่นึกไม่ออกค่ะ ) ทำไมไม่ลองมองกลับไปดูที่ตัวเอง หยุดคิดกันซักนิด สิ่งที่มีที่หามามันคือความสุขแล้วหรือ ที่พูดและเขียนนี่ไม่ใช่ว่าตัวเองจะดี เพียงแต่เป็นการเขียนเพื่อเตือนสติตัวเอง ให้มองย้อนกลับไปเหมือนกัน
ทุกวันนี้ยอมรับว่าใจร้อนน้อยลง แต่ยังมีอยู่ รู้จักคิดถึงคนอื่น รวมทั้งหันกลับมาดูแลสนใจคนในครอบครัว มากกว่าที่จะเที่ยวสนุกเฮฮากับเพื่อน ไม่ใช่ว่าตัดขาดสังคมนะ แต่ลดลงเพื่อให้เราได้มีเวลาหันมาดูแลตัวเองรวมถึงใจตัวเอง ใส่ใจสุขภาพตัวเอง ห่วงใยและสนใจคนในบ้านมากขึ้น รักกันมากขึ้น ( หรือเปล่าเนี่ย บางครั้งยังมีทะเลาะกันนิดหน่อย ) อย่าปล่อยปละละเลยให้เวลาผ่านไปโดยที่ตัวคุณไม่เคยใส่ใจ เมื่อเวลาที่คนที่รักต้องจากไปคุณจะเสียใจอย่างที่สุด ที่ไม่ทำให้เค้ามีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น หรือดีกว่าที่เป็นอยู่ จะได้ไม่ต้องมาฟูมฟายรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย
ในเมื่อตอนนี้ทุกคนยังมีวันพรุ่งนี้ ( หมายถึงยังมีลมหายใจจ๊ะ ) ลองหันกลับมาพิจารณาดูอย่างมีสติและรอบคอบกันเถอะ แล้วอะไรอะไรจะดีขึ้น
อ่านเรื่องที่เป็นประโยชน์และทดลองทำเพื่อเพิ่มความมีคุณค่าในตัวคุณเอง เหมือนกับที่เค้าเคยสุภาษิตกล่าวไว้ว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาลพาไปหาผล
ที่มาข้อมูลดีๆจาก - ที่นี่ดอทคอม
เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
จริงอยู่ ที่มิตรภาพไม่มีวันหมด แต่คุณอาจลืมไปว่า มันเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อคุณตระหนักว่า ไม่มีใครช่วยคุณ ในเวลาที่คุณมีความทุกข์
ไม่มีใครดีใจ อย่างจริงใจกับคุณ ยามเมื่อคุณมีความสุข
เมื่อนั้นคุณ เรียนรู้ที่จะหาเพื่อนแท้ให้กับชีวิตคุณได้แล้ว
อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยความเจ็บปวด
ความทรมานที่ได้ ประสบผ่านไปกับอดีตด้วย
อย่าละเลยและเพิกเฉยต่อใคร ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
คุณไม่ได้ตายจากความเจ็บปวดในชีวิตที่ผ่านมา
แต่มันทำให้คุณ เข้มแข็งขึ้น
อย่าให้ชีวิตขึ้นกับคนอื่น เพื่อทำให้คุณมีความสุข
ชีวิตแต่งงานและครอบครัว เป็นเรื่องที่สำคัญ
จงอย่ารีบร้อนใน การตัดสินใจ
แสดงความชื่นชมกับคนที่คุณรักและห่วงใย ในทุก ๆ วัน
ไม่ใช่แค่วัน หยุดหรือวันเกิด
ถ้าคุณยืมมา (จงคืน)
ถ้าคุณทำพัง (จงซ่อม)
ถ้าคุณรู้แล้ว (ปล่อยมัน)
ถ้าคุณต้องการ (ร้องขอ)
ถ้าคุณใช้ (ทำให้สะอาด)
ถ้าคุณใส่ (แขวนไว้ที่เดิม)
ถ้าคุณทำผิดพลาด (แสดงความรับผิดชอบ)
ถ้าคุณเชื่อ (คุณจะประสบความสำเร็จ)
ถ้าเป็นเจ้าของ( จงปกป้อง)
ถ้ามี (จงแบ่งปัน)
ถ้าคุณรักใครสัก คน (จงแสดงออก)
ผู้คนผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ ทั้งด้วยเหตุผลและด้วยโอกาส
ซึ่งนำพาทั้ง ความสุขและบทเรียนมาให้คุณ
เมื่อใดก็ตามที่ผิดหวัง จงมองโลกในแง่ดีเข้าไว้
อย่างน้อยที่สุด ก็มีคนที่รักคุณอย่างจริงใจ นั่นคือ
พ่อแม่ของคุณเอง
สนับสนุนข้อคิดนานาสาระโดย:
โดย :พีท โพสเมื่อ [ วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2550 เวลา 16:23 น.]
ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม
คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙
ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓
คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง
ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก
ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน
แก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง
อย่า
เพ่อเข้าใจไปว่าชมรมนี้ตั้งชื่อตามรสนิยมทางเพศ
นิวาสถานของชมรมนี้ไม่ได้อยู่
ตามผับหรือแหล่งเริงรมย์ หากอยู่ในโรงพยาบาล
เวลามีผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารมาที่โรงพยาบาล
สมาชิกชมรมนี้จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
เริ่มจากการให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเยียวยารักษาโรค
หากหมอวินิจฉัยว่าต้องผ่าตัด สมาชิกชมรมก็จะไปให้กำลังใจผู้ป่วย
และพูดคุยให้หายวิตกกังวล
เนื่องจากสมาชิกชมรมนี้เคยเป็นผู้ป่วยริดสีดวงทวารมาก่อน
จึงเข้าใจจิตใจของผู้ป่วยดี ที่สำคัญสมาชิกชมรมนี้เป็นอาสาสมัคร
มาทำงานด้วยใจรัก อีกทั้ง ไม่จำเจอยู่กับปัญหาเหมือนหมอและพยาบาล
จึงสุภาพนิ่มนวลกับผู้ป่วย 
ชอบไปแวะเวียนบล็อกคุณยายอ่านแล้วสบายใจ แล้วก็ได้แง่คิดกลับมาอีกแนวหนึ่ง








