ส่วนหนึ่งจาก ..นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๓๙ ประจำวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑
posted on 05 Apr 2008 12:46 by maroommatum in Dhamma
ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ
ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว
และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร
ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ
ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่
ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน
เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะคบชู้สู่ชาย ทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ
อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม
เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก
แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้
และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก
ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น
หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะคะว่า
"ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..."
ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น
จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก
"ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ
สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้"
"นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ
เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..."
หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง
แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก
เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลยนะคะ เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง
ท่านถึงย้ำนักย้ำหนา ให้เราลุกขึ้นมาเพียรสู้เอาชนะกิเลสแบบยิบตา
เพราะเมื่อไหร่ที่อ่อนแอท้อแท้ถดถอย พลาดท่าเสียทีให้แก่กิเลสแม้สักครั้งหนึ่งแล้ว
มันไม่ใช่ถอยทีหนึ่งแค่ก้าวสองก้าว แต่มันถอยกันไปได้เป็นชาติ ๆ
ท่านเล่าว่าแม้พระอานนท์ก็เคยพลาดมาแล้ว อย่างที่เคยเล่าไว้ในฉบับก่อน ๆ นะคะว่า
เมื่อสมัยก่อนที่จะเป็นพระอานนท์ ท่านเคยทำบุญแล้วอธิษฐานขอให้เกิดมารูปงาม
พอเกิดมารูปงามเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ก็เกิดพลาดพลั้งผิดศีล ไปประพฤติผิดในกามเข้า
แค่นั้นก็เล่นเอาท่านต้องลงไปวนเวียนอยู่ในนรกเสียเป็นเวลานาน
ครั้นพอพ้นขึ้นมา ได้เกิดเป็นวัว ก็ถูกตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นอีกห้าร้อยชาติ
พอได้มาเกิดเป็นคน ก็ยังไม่สมประกอบอีก ต้องผิดปกติทางเพศอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่
กว่าจะสมประกอบคืนมาได้ คิดดูนะคะไม่รู้กี่ชาติ เพียงแค่พลาดพลั้งไปชั่ววูบเท่านั้นเอง…
ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้
ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้
แต่แปลกไหมล่ะคะ ในเรื่องที่ควรจะจดจำได้เพื่อใช้เป็นบทเรียน มันกลับลืม
แต่ในเรื่องที่ควรจะลืมเพื่อปล่อยความทุกข์จากสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้ว มันกลับจำ
"ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่งนะคะ คือคำว่า "สัญญา"
ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะคะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้
พระพุทธเจ้าท่านอุปมาเปรียบเทียบ สัญญา หรือความจำนี้ ว่าเหมือนกับ พยับแดด
นึกภาพกันออกไหมคะ... ในวันฟ้าโปร่งยามเที่ยงวัน ท่ามกลางแดดกล้า
เราอาจเห็นแสงแดดจ้าที่ปรากฏในระยะไกล ส่องประกายเต้นอยู่ระยิบระยับวับวาว
ราวกับมีตะคุ่มเงาหรือผืนน้ำให้เห็นอยู่ไหว ๆ เบื้องหน้า
แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ สิ่งที่เหมือนปรากฏให้เห็นเมื่อครู่นั้น
กลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้จับต้องได้สักอย่าง ไม่มีแม้สาระตัวตนใด ๆ
สิ่งที่เห็นเต้นไหว ๆ เหมือนมีชีวิตแกว่งไกวอยู่เบื้องหน้านั้น
เป็นเพียง "ภาพลวงตา"
เช่นกัน เราจำหน้าคนรักในอดีตได้ เห็นภาพที่นั่งอยู่ข้างกัน ฟังเพลงเดียวกัน พูดคุยกัน
เหมือนเขาและเธอปรากฏอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้ จนบางทีเหมือนสัมผัสได้ราวกับมีตัวตน
แต่แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีกระทั่งตัวตนอะไรสักอย่าง...
สิ่งที่ใจหลงยึดไว้ว่ามีอยู่ มิได้ปรากฏเป็นแก่นสารสาระอันใดเลย นอกจากความว่างเปล่า
อย่างที่คุณดังตฤณว่าไว้...
สัญญาจะต่างกับพยับแดดที่ตรงไหน
ถ้าหากแค่ "เหมือนมี" แต่แท้จริง ไม่ได้มี
เราต่างหลงเข้าไปปรุงแต่งต่อเติมภาพลวงตานั้นกันแทบทั้งวันและทุกวัน
หลวงพ่อท่านจึงว่า น้อยคนนักในโลกนี้ที่จะ "ตื่น" อย่างแท้จริงทั้งที่ลืมตา
อาจเป็นเรื่องดีที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เราจดจำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้
เพราะขนาดจำไม่ได้ เรายังหลง "ยึด" บุคคลและเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตนี้ชีวิตเดียว
ไว้เสียเหนียวแน่นลึกล้ำ จนลากพาเอาความทุกข์และน้ำตามาแล้วอย่างประมาณไม่ได้
นับประสาอะไรกับคนและเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนับล้าน ๆ ชาติที่เราเคยเกี่ยวพัน
เราหลับ ๆ ฝัน ๆ จำ ๆ ลืม ๆ ตื่น ๆ หลับ ๆ กันมาหลายภพหลายชาติแล้ว
หลงนึกว่าสิ่งนั้นมี สิ่งนี้มี แล้วก็ดิ้นรนไขว่คว้า ยึดเอาว่าเป็นตัวเรา ของเรา ตลอดเวลา
ภพต่อภพ ชาติต่อชาติ ไม่เคยจำได้ พร้อมที่จะทำผิดได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เคยเข็ดขยาด
ไม่เคยเห็นว่าทุกอย่างเป็นเพียงของหลอกและมายา ที่เราสมมติยึดถือเอาทั้งสิ้น
สังสารวัฏนั้นมีแต่ความน่ากลัวนะคะ...
ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร
ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม
เราเลือกได้นะคะ ที่จะรอเวลาปล่อยให้ชีวิตนี้ดับสิ้นลงและผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง
เพียงเพื่อจะลืม แล้วก็ตื่นมาเดินตุปัดตุเป๋ เล่นเกมเดิม ๆ
ที่เต็มไปด้วยหลุมพรางอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกครั้ง
หรือเลือกที่จะ "ตื่น" จากความฝัน
แล้วหาทางเดินออกจากเกมแห่งความไม่รู้ที่น่ากลัวนี้
ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกค่ะ ที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาทิ้งความยึดมั่นผิด ๆ เช่นนั้นได้
ก็ในเมื่อเวลาเราสะสมความเห็นผิด เราสะสมบ่มเพาะกันมาอย่างที่เรียกว่านับอนันตชาติ
เมื่อเราจะหันมาสะสมความเห็นถูกบ้าง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในวันสองวันเป็นแน่
แต่ลองเชื่อตามพระพุทธเจ้าเถิดค่ะว่า หากพากเพียรตามแนวทางของพระพุทธองค์แล้ว
เราย่อม "ตื่น" จากแหล่งพักพิงอันเป็นมายา มาสู่ที่พึ่งอันปลอดภัยได้วันหนึ่งอย่างแน่นอน
========================================
คัคลอกมาจาก - นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๓๙ ประจำวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑
23/6/2006 12:46









