Dhamma

ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ

ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว

และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว

 

ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร

ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ

ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่

 

ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน

เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะคบชู้สู่ชาย ทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ

อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม

เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก

 

แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้

และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก

ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น

 

หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะคะว่า

"ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..."

 

ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น

จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก

 

"ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ

สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้"

 

"นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ

เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..."

 

หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง

แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก

เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลยนะคะ เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง

 

ท่านถึงย้ำนักย้ำหนา ให้เราลุกขึ้นมาเพียรสู้เอาชนะกิเลสแบบยิบตา

เพราะเมื่อไหร่ที่อ่อนแอท้อแท้ถดถอย พลาดท่าเสียทีให้แก่กิเลสแม้สักครั้งหนึ่งแล้ว

มันไม่ใช่ถอยทีหนึ่งแค่ก้าวสองก้าว แต่มันถอยกันไปได้เป็นชาติ ๆ

 

ท่านเล่าว่าแม้พระอานนท์ก็เคยพลาดมาแล้ว อย่างที่เคยเล่าไว้ในฉบับก่อน ๆ นะคะว่า

เมื่อสมัยก่อนที่จะเป็นพระอานนท์ ท่านเคยทำบุญแล้วอธิษฐานขอให้เกิดมารูปงาม

พอเกิดมารูปงามเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ก็เกิดพลาดพลั้งผิดศีล ไปประพฤติผิดในกามเข้า

แค่นั้นก็เล่นเอาท่านต้องลงไปวนเวียนอยู่ในนรกเสียเป็นเวลานาน

ครั้นพอพ้นขึ้นมา ได้เกิดเป็นวัว ก็ถูกตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นอีกห้าร้อยชาติ

พอได้มาเกิดเป็นคน ก็ยังไม่สมประกอบอีก ต้องผิดปกติทางเพศอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่

กว่าจะสมประกอบคืนมาได้ คิดดูนะคะไม่รู้กี่ชาติ เพียงแค่พลาดพลั้งไปชั่ววูบเท่านั้นเอง…

 

ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้

ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้

 

แต่แปลกไหมล่ะคะ ในเรื่องที่ควรจะจดจำได้เพื่อใช้เป็นบทเรียน มันกลับลืม

แต่ในเรื่องที่ควรจะลืมเพื่อปล่อยความทุกข์จากสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้ว มันกลับจำ

 

"ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่งนะคะ คือคำว่า "สัญญา"

ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะคะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้

 

พระพุทธเจ้าท่านอุปมาเปรียบเทียบ สัญญา หรือความจำนี้ ว่าเหมือนกับ พยับแดด

นึกภาพกันออกไหมคะ... ในวันฟ้าโปร่งยามเที่ยงวัน ท่ามกลางแดดกล้า

เราอาจเห็นแสงแดดจ้าที่ปรากฏในระยะไกล ส่องประกายเต้นอยู่ระยิบระยับวับวาว

ราวกับมีตะคุ่มเงาหรือผืนน้ำให้เห็นอยู่ไหว ๆ เบื้องหน้า

แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ สิ่งที่เหมือนปรากฏให้เห็นเมื่อครู่นั้น

กลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้จับต้องได้สักอย่าง ไม่มีแม้สาระตัวตนใด ๆ

 

สิ่งที่เห็นเต้นไหว ๆ เหมือนมีชีวิตแกว่งไกวอยู่เบื้องหน้านั้น

เป็นเพียง "ภาพลวงตา"

 

เช่นกัน เราจำหน้าคนรักในอดีตได้ เห็นภาพที่นั่งอยู่ข้างกัน ฟังเพลงเดียวกัน พูดคุยกัน

เหมือนเขาและเธอปรากฏอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้ จนบางทีเหมือนสัมผัสได้ราวกับมีตัวตน

แต่แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีกระทั่งตัวตนอะไรสักอย่าง...

สิ่งที่ใจหลงยึดไว้ว่ามีอยู่ มิได้ปรากฏเป็นแก่นสารสาระอันใดเลย นอกจากความว่างเปล่า

 

อย่างที่คุณดังตฤณว่าไว้...

สัญญาจะต่างกับพยับแดดที่ตรงไหน

ถ้าหากแค่ "เหมือนมี" แต่แท้จริง ไม่ได้มี

 

เราต่างหลงเข้าไปปรุงแต่งต่อเติมภาพลวงตานั้นกันแทบทั้งวันและทุกวัน

หลวงพ่อท่านจึงว่า น้อยคนนักในโลกนี้ที่จะ "ตื่น" อย่างแท้จริงทั้งที่ลืมตา

 

อาจเป็นเรื่องดีที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เราจดจำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้

เพราะขนาดจำไม่ได้ เรายังหลง "ยึด" บุคคลและเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตนี้ชีวิตเดียว

ไว้เสียเหนียวแน่นลึกล้ำ จนลากพาเอาความทุกข์และน้ำตามาแล้วอย่างประมาณไม่ได้

นับประสาอะไรกับคนและเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนับล้าน ๆ ชาติที่เราเคยเกี่ยวพัน

 

เราหลับ ๆ ฝัน ๆ จำ ๆ ลืม ๆ ตื่น ๆ หลับ ๆ กันมาหลายภพหลายชาติแล้ว

หลงนึกว่าสิ่งนั้นมี สิ่งนี้มี แล้วก็ดิ้นรนไขว่คว้า ยึดเอาว่าเป็นตัวเรา ของเรา ตลอดเวลา

ภพต่อภพ ชาติต่อชาติ ไม่เคยจำได้ พร้อมที่จะทำผิดได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เคยเข็ดขยาด

ไม่เคยเห็นว่าทุกอย่างเป็นเพียงของหลอกและมายา ที่เราสมมติยึดถือเอาทั้งสิ้น

 

สังสารวัฏนั้นมีแต่ความน่ากลัวนะคะ...

ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร

ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม

 

เราเลือกได้นะคะ ที่จะรอเวลาปล่อยให้ชีวิตนี้ดับสิ้นลงและผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง

เพียงเพื่อจะลืม แล้วก็ตื่นมาเดินตุปัดตุเป๋ เล่นเกมเดิม ๆ

ที่เต็มไปด้วยหลุมพรางอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกครั้ง

หรือเลือกที่จะ "ตื่น" จากความฝัน

แล้วหาทางเดินออกจากเกมแห่งความไม่รู้ที่น่ากลัวนี้

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกค่ะ ที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาทิ้งความยึดมั่นผิด ๆ เช่นนั้นได้

ก็ในเมื่อเวลาเราสะสมความเห็นผิด เราสะสมบ่มเพาะกันมาอย่างที่เรียกว่านับอนันตชาติ

เมื่อเราจะหันมาสะสมความเห็นถูกบ้าง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในวันสองวันเป็นแน่

 

แต่ลองเชื่อตามพระพุทธเจ้าเถิดค่ะว่า หากพากเพียรตามแนวทางของพระพุทธองค์แล้ว

เราย่อม "ตื่น" จากแหล่งพักพิงอันเป็นมายา มาสู่ที่พึ่งอันปลอดภัยได้วันหนึ่งอย่างแน่นอน

 

========================================

คัคลอกมาจาก - นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๓๙ ประจำวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑

 

เพลงวันมาฆะ

posted on 21 Feb 2008 10:23 by maroommatum  in Dhamma, MxM

ตอนเด็กๆที่โรงเรียนเค้าจะเปิดเพลงให้ฟังทุกๆเช้า...ไม่ได้เป็นเพลงสตริงอะไร
หรอกนะ ก็เป็นเพลงสำหรัับเด็กแล้วก็เพลงธรรมะ....หนึ่งในนั้นที่จำได้ก็เพลง
วันมาฆะบูชา......เคยร้องกันเปล่า

 

มาฆะ มาฆะบูชา รู้กันว่า วันเพ็ญเดือนสาม คนไทยน้ำใจงาม วันเพ็ญเดือนสาม
มาทำบุญกัน จาตุรงคสันนิบาต วันประหลาดน่าอัศจรรย์ พระอรหันต์มาชุมนุม
กันตั้งพันกว่าองค์

 

รู้สึกอะไรไม๊....มีใครเห็นอะไรที่ผิดปกติหรือเปล่า ?? ก็ไม่เข้าใจเลยหาคำตอบ
ได้คำตอบจากที่นี่


นักเรียนอนุบาล WISH
จำ​นวน​ความ​เห็น​: 937
​ความ​คิดเห็น​ #3 |
ลักษณะนามของภิกษุ​-​สามเณร​ ​ใช้​"รูป"
พระอริยะบุคคล​ใช้​"องค์​"
พระพุทธรูป​ ​ใช้​"องค์​"
ฤาษี​ ​เทวดา​ ​อมนุษย์​ใช้​"ตน"
ความคิดเห็น 23/6/2006 12:46
Go to the top of the page


แล้วพระอริยบุคคลมีใครบ้างละ.....หาต่อ......ก็มาเจออันนี้.....

ซึ่งอ่านแล้วก็จะทราบว่า พระอรหันต์จัดอยู่ในพระอริยบุคคลข้อที่ 8.. อืม ...โอเค ...เข้าใจแล้ว

การชนะใจตนเองนี้เป็นสิ่งชนะยาก

ชนะคนอื่นง่ายกว่า

คนที่ชนะตนเองจึงมีน้อย

แต่ใครสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด

โดยไม่กลับมาแพ้อีก

เราเรียกว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม

สงครามชีวิต

ซึ่งยืดเยื้อยืนนานที่สุดกว่าสงครามใดๆ

 

 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การชนะใจตนเป็นการชนะที่ประเสริฐที่สุด วิธีชนะตน คือ ให้ระวังใจ
วิธีระวังใจ ในที่นี้ก็คือพิจารณาให้เห็นโทษของมาร และระวังใจไม่ให้มารมีิอิฺทธิพลเหนือจิตใจเรา

การต่อสู้เพื่อเอาชนะใจตน ก็คือ เอาชนะมาร

วิธีปฏิบัติ

  1. รักษาใจด้วยคำว่า " พอดี "
  2. ตามดูจิต

เมื่อกระทบอารมณ์ที่ โกรธ ไม่พอใจ ให้นึกในใจว่า " ดี " หายใจออก ตั้งสติกดลมหายใจเบาๆ ยาวๆ  เช็ด ถู กวาดความรู้สึกไม่ดีออกไป

เมื่อกระทบอารมณ์ทีฺ่น่าตื่นเต้นดีใจ ให้นึกในใจว่า " พอ " หายใจออก ตั้งสติกดลมหายใจเบาๆ ยาวๆ  ระงับความตื่นเต้น และทำใจให้สงบลง

รักษาอารมณ์พอดีๆ  ไม่ยินดียินร้าย

รักษาใจเป็นปกติ สุขภาพใจดี



คัดลอกเนื้อหาบางส่วนจาก - หนังสือชนะใคร ไม่เท่าชนะใจตน - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

 

 

 

 

D,R#-ใจใสกายสุข

posted on 22 Nov 2007 13:45 by maroommatum  in Dhamma, Read

มีใครบ้างเจ็บป่วยแล้วไม่ต้องหาหมอ.... ที่แน่ๆ น้องตุ้มเป๊ะคนนึงละ ....ป่วยทีไรไม่ชอบไปหาหมอ.....

ไม่เหมือนตุ้มเป๊ะ.....หมอกับเราเหมือนเพื่อนสนิทเลย 555++...... -_-"

แปะก่อนแล้วค่อยมาทำสวยทีหลัง 55+

ใจใส​ ​กายสุข
โ​ด​ย​ : ​พระราชสังวรญาณ​ ( ​พุธ​ ​ฐานิ​โย​ ) ​วัดป่าสาลวัน​ ​อ​.​เมือง​ ​จ​.​นครราชสีมา

ถ้า​เรา​สามารถ​ทำ​ใจ​ให้​ว่างๆ​ ​ได้​บ่อยๆ​ ​สุขภาพร่างกาย​จะ​แข็งแรงสมบูรณ์​
เพราะ​ใต้​สมอง​ของคนเรามันมีสาร​อยู่​ตัวหนึ่ง​ ​ถ้า​เวลา​ใจว่าง​ ​มัน​จะ​กระจาย
ออกมาทำ​งาน​ ​จะ​ทำ​ให้​สุขภาพ​ร่างกายแข็งแรง​ ​สมบูรณ์​

หลวงพ่อนี่วิ่ง​อยู่​ไม่​หยุด​ ​ถ้า​ไม่​อาศัยภาวนา​แล้ว​ ​ล้มไปนาน​แล้ว​
ใน​ร่างกายของคนเรานี่มันมีสิ่ง​ที่​ช่วย​ตัวของ​เขา​เอง​อยู่​ตลอดเวลา​
แต่​เรา​ไปมองข้าม​ ​มีอะ​ไรนิดหน่อย​ ​วิ่งหา​แต่หมอวิ่งหา​แต่ยา​ ​มันก็​เลยเคยตัว​

เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​ให้​พยายาม​ ​ถ้า​อยู่​ว่างๆ​ ​นั่ดูนอนดูลมหายใจเฉยๆ​...
อย่า​ไปกังวล​ถึง​อะ​ไรเลย​ พุทโธก็​ไม่​ต้อง​ว่า​ ​ยุบหนอพองหนอ​ ​สัมมาอรหังก็​ไม่​ต้อง​ว่า
ดูลมหายใจมันเฉยๆ​นี่ทีนี้จิตของ​เรามีพลัง​ ​ถ้า​หากว่า​เราตั้งใจกำ​หนดรู้สิ่ง​ใด​สิ่งหนึ่ง​
ใน​กายของเรา​ ​มัน​จะ​เกิดพลังงาน​ ​พลังจิต​ มันมาประสาน​กับ​วัตถุคือร่างกาย​
​มันทำ​ให้​เกิดประ​โยชน์​แก่ร่างกาย

โดย​ :โซดา​ (สมาชิก) โพสเมื่อ [​วันพฤหัสบดี​ที่​ 22 ​พฤศจิกายน​ 2550 ​เวลา10:09 ​น​.]

ที่มา - ที่นี่ดอทคอม

D#-อดีต

posted on 30 Oct 2007 19:44 by maroommatum  in Dhamma

ไม่รู้ว่าแต่ละคนเคยมีช่วงที่เศร้าและทุกข์ในชีวิตกันบ้างหรือเปล่า และระยะเวลามันนานแค่ไหน

 

โดยส่วนตัวเป็นคนไม่เคยที่จะจมอยู่กับความทุกข์ - ความเศร้า - ความหดหู่ - ความผิดหวัง.....  พอมีเหตุการณ์แบบนี้เมื่อไร จะเอาตัวเองออกจากความรู้สึกนั้นทุกครั้งไป เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนถึงปี 2548

 

ในปีนี้เองได้มีเหตุการณ์ที่ถือได้ว่าใหญ่และหนักมากในชีวิตที่เกิดขึ้น....เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สูญเสียพี่ไป   ไม่ได้เป็นพี่น้องที่จี๋จ๋า หวานจ๋อยกัน มีทะเลาะเบาแว้งอยู่เหมือนกัน.... แต่ถึงจะทะเลาะกันยังไงก็ยังรักกันอยู่

 

เจ๊ห่านตายไปโดยไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้...... ร้องไห้ตั้งแต่วันแรกที่ไปรับศพยันวันสุดท้ายของงานศพ หลังจากงานก็ยังร้องไห้อยู่ตลอด...... ( เขียนตอนนี้อยู่ก็ร้องไห้ออกมาอีก ทั้งๆๆที่เลิกร้องไห้มาจะปีแล้ว ) 

และทั้งๆที่เป็นคนกลัวผี .....แต่เชื่อไม๊...จุดธูปขอให้เจ๊มาหา.... แต่เจ๊ก็ไ่ม่เคยมา...... 

ไม่สามารถเอาตัวเองออกจากเหตุการณ์ได้เหมือนทุกที.... ร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึง..... กลางคืนก็นอนหลับไม่สนิทต้องตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืนทุกวัน....วันไหนพระจันทร์เต็มดวงก็จะนอนมองพระจันทร์..... บางครั้งก็ร้องไห้ออกมาเป็นแบบนี้อยู่ 1 ปีเต็มๆๆ   ถึงจะกลับสู่สภาพเดิมได้.....

 

ไม่เคยคิดว่ามาก่อนว่าตัวเองจะอยู่กับมันได้นานถึง 1 ปีเต็ม.....  ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องกินข้าวเคล้าน้ำตาเหมือนตอนเด็กๆๆ  ที่ดื้อแล้วโดนปะป๋าตี และถูกบังคับให้กินข้าว.....

เหตุการณ์เดียวกันแต่ความรู้สึกต่างกันเยอะ  ข้าวติดคอ รู้สึกเหมือนคอหอยตีบ... ร้องไห้เหมือนกับเป็นก๊อกน้ำ... ไหลไม่หยุด......

ตอนนั้นไม่ได้สนใจอะไร .....มัวแต่เศร้าและทุกข์....... หลู้อาสาจะขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อน.... ทั้งๆที่ไม่อยากอยู่กรุงเทพ........ ขอบใจนะ...... 

 

 

ปล. ใครที่มีเรื่องผิดหวัง หรือเศร้าอยู่  ลองอ่านเรื่องนี้ก็แล้วกัน   อย่าจมอยู่กับอดีต  

ปล.2  ไม่ได้คิดจะร้องไห้ อยากจะอัพอะไรให้มีสาระ....พาลบ่อน้ำตาตื้นมาซะงั้น 

thai santisuk