D#1-พระพยอมสร้างคุกกี้จตุคำ เพื่อเตือนสติชาวไทย
posted on 16 Jun 2007 16:23 by maroommatum in Dhamma
พระพยอมสร้างคุกกี้จตุคำ เพื่อเตือนสติชาวไทยให้ระลึกคำสอน มากกว่า การหลงรูปเคารพ : 15 มิ.ย. 2550
หรือจะคลิ๊กลิงค์ไปดูที่หรรษาดอทคอม
/>
พระพยอมสร้างคุกกี้จตุคำ เพื่อเตือนสติชาวไทยให้ระลึกคำสอน มากกว่า การหลงรูปเคารพ : 15 มิ.ย. 2550
หรือจะคลิ๊กลิงค์ไปดูที่หรรษาดอทคอม
/>
ที่มา - สังคมธรรมะออนไลน์
ณ วัดแห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาต เห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมา ว่า "ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อ ผมเลย ฮือ ฮือ"
หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ ว่า เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน
คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
คนเราล้วน มีความฝัน ความทะเยอทะยานอยาก ตาม ประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดินถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง หัวใจ "
มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศจนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้
อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้นถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อบางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร " คนที่ชอบนินทานั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับ เราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล "
แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคน เหล่านั้นเรื่อยๆ "
ลูกศิษย์ หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา
เจ้าต้องทำ ความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่า ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจ ใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้น เป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม "
"เข้าใจครับ หลวงตา" เด็กน้อยยิ้มมี ความสุขอีกครั้ง
ที่มา - ธรรมะไทย
ทำดี...คุณทำได้
ทำดี...คุณทำได้
--------------------------------------------------------------------------------
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
การอยู่ในชีวิตประจำวัน
ควรจะอยู่ด้วยความสบายใจมากกว่าอยู่ด้วยความไม่สบายใจ เพราะความไม่สบายใจนั้นมันสร้างปัญหา
แต่ความเบาใจโปร่งใจไม่สร้างปัญหาอะไรให้เกิดขึ้น
ผู้มีปัญญาจึงควรจะรักษาตนให้มีสภาพจิตใจสงบทุกโอกาส
ทีนี้การที่เราจะทำใจให้สงบได้ทุกโอกาส...นี่แหละเป็นปัญหา เป็นเรื่องที่เราควรจะศึกษาทำความเข้าใจ
การศึกษาธรรมก็เพื่อประโยชน์แก่เรื่องนี้
คือ เพื่อให้รู้ว่าเราควรจะอยู่อย่างไร
ควรจะคิดอย่างไร ควรจะทำอย่างไร ชีวิตจะสดชื่นรื่นเริง และควรจะเป็นความสดชื่นตามแบบผู้ประพฤติธรรม
ไม่ควรจะรื่นเริงตามแบบผู้คะนองในความสุขทางเนื้อหนัง
หรือว่าในทางวัตถุมากเกินไป
เพราะว่าความสุขอันเกิดจากวัตถุนั้น
มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งนั้น
เช่นเวลาได้ก็ดีใจ เวลาเสียก็มีความเสียใจ
ก็สิ่งทั้งหลายนั้นมันไม่มั่นคงถาวร ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมของมันตลอดเวลา แต่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรไปเมื่อใดก็ได้
เมื่อสิ่งนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ ถ้ามันมีอยู่กับเรา เราก็สบายใจ แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงไปเราก็เป็นทุกข์
เราก็ต้องมีความทุกข์สุขสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา ไม่จบไม่สิ้น
เวลาใดได้ก็สบายใจ เวลาเสียไป ก็มีความทุกข์ มีความเสียใจ
เรื่องได้กับเสียนี้มันเป็นสิ่งคู่กัน เดินทางกันมาด้วยกัน
คล้ายกับการสลับฉากของสิ่งต่างๆ เวลาหนึ่งมันเป็นเรื่องของการได้ แต่เวลาหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของการเสียไป
ถ้าจิตใจเราไม่มีหลักประจำแล้ว เราก็ขึ้นๆ ลงๆ กับเรื่องได้เรื่องเสีย ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น
การที่มีจิตขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนั้น มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร
เป็นความสงบได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่เราไม่ควรจะทำในเรื่องอย่างนั้น แต่เราควรจะได้มีการรู้เท่ารู้ทันต่อสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง
ฉะนั้น จึงต้องมาทำการศึกษาในเรื่องนั้นๆ
เพื่อจะได้ต้อนรับสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้องตามเรื่องที่มันควรจะเป็น
การต้อนรับสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้องนั้น คือ เราจะต้องรับมันด้วยปัญญา
ไม่ใช่รับด้วยความเขลา
ถ้าเราไปรับเอาอะไรด้วยความเขลา ก็เหมือนกับว่า เรากินผลไม้ทั้งเปลือก กินทุเรียนทั้งเปลือกไม่ได้แน่ เพราะว่าหนามทุเรียนจะตำปากเราให้เลือดไหล กินมังคุดทั้งเปลือกก็ไม่ได้ นั่นคือการกินทั้งเปลือกมันได้ทุกข์อย่างนั้น
ในอารมณ์ทั้งหลายที่มันมากระทบเราก็เหมือนกัน
เราต้องปอกสิ่งเหล่านั้นออกไป แต่เราควรจะปอกมันด้วยปัญญา
ให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรเปลี่ยนแปลงไป
ต้องรู้สภาพความจริงของเรื่องให้ถูกต้อง
แล้วเราก็ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นๆ
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น มันก็ปนกันไปตลอดเวลา คนเคยเป็นใหญ่อาจจะกลายเป็นผู้น้อยไปเมื่อใดก็ได้
มั่งมีอาจจะกลายเป็นคนจนไปเมื่อใดก็ได้ เคยมีพวกพ้องบริวาร อาจจะกลายเป็นคนหมดพวกหมดบริวารไปก็ได้
อันนี้มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้
เพราะความประมาทความเผลอเรอในการดำรงชีวิต
ในทางธรรมะท่านจึงสอนให้เราไม่ประมาท
ให้รู้จักสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตอยู่ตลอดเวลา
เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งร้ายเกิดขึ้น เพื่อให้สิ่งที่ดีคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือวิสัย
บางทีเราอาจจะนึกไปว่าทำไม่ได้
เช่น คนบางคนมักจะพูดว่า แหมทำไม่ได้..
เหตุที่ทำไม่ได้เพราะว่าไม่มีความตั้งใจที่จะทำ
ไม่มีความรักที่จะทำ สิ่งอะไรที่เราไม่พอใจ จะทำ มันก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าเรามองเห็นว่าเป็นเรื่องควรจะทำได้ แล้วก็สร้างความพอใจให้เกิดขึ้น การกระทำสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น และเมื่อเราทำไปๆ ก็จะรู้สึกว่ามันค่อย เบาขึ้นสบายขึ้น
ไม่ว่าเรื่องอะไรทำในขั้นตอนแรกมันก็หนักหน่อย แต่ว่าทำไปๆ ก็ค่อยเบาขึ้น
อันนี้เราจะเห็นง่ายๆ ในการทำวัตถุประเภทใดก็ตาม เบื้องต้นรู้สึกว่า ลำบาก เพราะยังไม่เข้าใจวิธีของการกระทำ ยังไม่คล่อง
เราก็รู้สึกอึดอัดขัดใจเล็กน้อย
แต่ถ้าเรามีความเพียรมั่น มีความอดทน มีความตั้งใจจริง
สิ่งที่ยากนั้นจะกลายเป็นของธรรมดา แล้วก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เราสามารถจะทำได้สำเร็จในเวลาไม่กี่นาที
อันนี้เราเห็นอยู่ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันของเราแล้ว ฉันใด
ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจตนเองก็เหมือนกัน
มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าเหลือวิสัย ที่เราจะทำไม่ได้
เพราะถ้าทำไม่ได้พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่บัญญัติไว้
ที่พระองค์บัญญัติหลักธรรมไว้นั้นแสดงว่า
พระองค์ได้กระทำด้วยพระองค์เองแล้ว
เห็นผลจากการกระทำนั้นแล้วว่า ได้จริงๆ จึงได้นำมาสอนแก่ชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกได้นำมาปฏิบัติต่อไป
เพราะฉะนั้น เราอย่าเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายในเรื่องนั้น
แต่ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องดีมีประโยชน์
เป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดความสุขอย่างแท้จริงในทางจิตใจ มีความสงบเกิดขึ้นแล้วเราก็พยายามที่จะกระทำเท่าที่เวลาจะอำนวยให้
ทีนี้เรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่จิตใจของเรา ทำไมเราจึงทำไม่ได้ ถ้าหากว่าตั้งใจจริงแล้วก็จะสำเร็จตามความปรารถนา...
เราลองมาคิดในแง่ตรงกันข้าม คือว่าในฝ่ายต่ำนั้น
เราทำได้ คือว่าทำจนกลายเป็นนิสัยสันดานแล้ว ทีนี้เรามาคิดว่า
ฝ่ายดีนี้ก็น่าจะทำได้ เราเปลี่ยนกำลังเปลี่ยนความคิด
ใช้สติปัญญาให้มากสักหน่อย กลับมาสร้างเสริมในด้านดีด้านงามต่อไป
ก็ไม่เป็นเรื่องเหลือวิสัย เมื่อนิสัยในทางดีมีความละอายมีความกลัวต่อสิ่งชั่วสิ่งร้าย จิตใจก็มั่นคงอยู่ในคุณธรรม
เราก็จะพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้เหมือนกัน
ทีนี้การกระทำในด้านดีนี่แหละเรียกว่า การปฏิบัติธรรม
การกระทำในด้านเสียนั้นไม่ชื่อว่าการปฏิบัติธรรม แต่เป็นการละเลยต่อธรรมะ ยิ่งมีการละเลยเพิกเฉยต่อ ธรรมมากเท่าใด ความตกต่ำทางจิตใจก็มีมากขึ้น แต่ถ้าเราเข้าใกล้ธรรมะมากเท่าใด จิตใจก็จะสูงขึ้นสะอาดขึ้นประณีตขึ้น
แล้วก็จะมีความสุขทางใจเพิ่มขึ้น เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ประจักษ์แก่ตน
ผู้ใดประพฤติปฏิบัติก็จะเห็นผลด้วยตนเองว่า มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของเราบ้าง เช่นเราไม่เคยเข้าวัดรักษาศีลฟังธรรม
แล้วเรามาเริ่มเข้าวัดรักษาศีลฟังธรรม
เราจะรู้สึกว่าสภาพชีวิตเปลี่ยนแปลงไป
มีความรู้ในเรื่องชีวิตถูกต้องขึ้น มีสติปัญญาเพิ่มขึ้น
จะคิดอะไรจะพูดจะทำอะไรก็มีหลักมีเกณฑ์
มีระเบียบประจำจิตใจ ไม่ทำอะไรตามอารมณ์ ตามสิ่งที่มากระทบ
เราก็จะเห็นว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไป คือ เปลี่ยนแปลง ในทางที่ฉลาดขึ้น
เข้าใจสิ่งต่างๆ ถูกต้องดีขึ้น
การทำอะไรก็ไม่มีความประมาท รู้จักใช้เหตุใช้ผล
ไม่เป็นคนอารมณ์ร้อนอารมณ์แรงมากเกินไป
อันนี้คือ ผลที่ปรากฏแก่เราผู้เข้ามาปฏิบัติ ว่ามันเกิดผลแก่เราอย่างไร
เมื่อเราได้เห็นผลเช่นนั้นแล้ว เราก็พอใจในการที่จะศึกษาปฏิบัติมากขึ้น เพราะชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีงาม
มีความสุขสงบทางด้านจิตใจขึ้นกว่าปกติ
จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 76 มี.ค. 50
เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรมวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๐
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 มีนาคม 2550 16:21 น.
คัดลอกจาก...คุณต้นไทร
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12864
ที่มา - ที่นี่ดอทคอม
งานสร้างใจ
วัดเซนแห่งแรกในอเมริกา
สร้างขึ้นที่เมืองซานฟรานซิสโกเมื่อราว ๔๐ ปีก่อน ตอนที่สร้างวัดนั้นเจ้าอาวาสคือชุนเรียว ซูซูกิต้องลงมือขนหินเอง ลูกศิษย์ซึ่งเป็นคนอเมริกันเห็นอาจารย์อายุมากแล้ว คือ ๖๐ กว่าแล้วแถมยังตัวเล็กอีกด้วย จึงระดมกันมาช่วย แต่มาช่วยขนหินได้ครึ่งวันก็เหนื่อย ส่วนอาจารย์กลับขนหินได้ทั้งวัน ลูกศิษย์แปลกใจมากจึงถามอาจารย์ว่าทำงานทั้งวันได้อย่างไร อาจารย์ตอบว่า "ก็ผมพักตลอดเวลานี่"
ลูกศิษย์ฟังแล้วก็งง เพราะเห็นกับตาว่าอาจารย์ขนหินทั้งวัน
แต่สำหรับอาจารย์ชุนเรียวนั้นตลอดเวลาที่ขนหินก็ได้พักไปด้วย ไม่ได้พักกาย แต่พักใจ มีแต่กายเท่านั้นที่ขนหิน แต่ใจไม่ได้ขนด้วย จึงไม่เหนื่อยเท่าไร คนส่วนใหญ่เวลาขนหิน ไม่ได้ขนด้วยกายเท่านั้น ใจก็ขนด้วย ขนหินไปก็บ่นในใจว่าเมื่อไรจะเสร็จสักที ขนแบบนี้ย่อมเหนื่อยเร็ว
เมื่อเราทำงานเราไม่ได้เหนื่อยแต่กายอย่างเดียว
แต่ใจของเราก็มักเหนื่อยด้วย เพราะใจไปยึดติดกับงานมากเกินไป เรียกว่าจิตไม่ว่าง การทำงานด้วยจิตว่างก็คือ การทำงานโดยที่ใจไม่ไปยึดติดกับผลงาน ไม่สำคัญมั่นหมายว่าจะงานจะต้องเป็นไปตามใจปรารถนา แต่คนส่วนใหญ่นั้นมักเอาความรู้สึก "ตัวกู ของกู" ไปผูกติดกับงาน คือสำคัญมั่นหมายว่านี้เป็นงานของฉัน งานนี้คือตัวฉัน ถ้างานล้มเหลว ก็รู้สึกว่าฉันล้มเหลวไปด้วย ถ้าใครมาตำหนิงาน ก็ถือว่าตำหนิตัวฉันด้วย เพราะฉะนั้นใครจะมาตำหนิฉันไม่ได้ การทำงานแบบติดยึดอย่างนี้ทำให้ใจเหนื่อยไปกับงานด้วย
คนส่วนใหญ่จะรับผิดชอบงานก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า
เป็นงานของฉัน ความคิดแบบนี้แม้ทำให้ตั้งใจทำก็จริง แต่ก็อาจทำให้ทุกข์ไปด้วย เวลาทำก็เกร็งเพราะกลัวว่าถ้างานไม่ดีตนจะถูกต่อว่า เสียหน้า หรือไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง จริงอยู่ปุถุชนย่อมต้องการแรงจูงใจหรือผลตอบแทน จะได้มีกำลังใจทำงาน แต่ย่อมเป็นทุกข์ได้ง่าย เพราะว่ามีตัวตนเข้าไปรับผลกระทบจากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ถ้าสิ่งที่มากระทบนั้นเป็นเรื่องน่าพอใจก็รอดตัวไป แต่ถ้าไม่น่าพอใจก็จะรู้สึกทุกข์ขึ้นมา เพราะมีตัวตนเป็นผู้ทุกข์
เราควรทำงานอย่างวางใจชนิดที่ไปถึงขั้นว่า
ไม่มีความยึดติดว่าเป็นของฉัน หรือไปสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวฉันเป็นผู้กระทำ ถ้าสำคัญมั่นหมายว่างานเป็นของฉันก็ทำให้ทุกข์ ถ้าไปสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นผู้ทำก็ทุกข์เช่นกัน คือทุกข์ทุกครั้งที่มีของฉันหรือตัวฉันเกิดขึ้น เมื่อสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นผู้ทำ ก็จะต้องมีฉันเป็นผู้เหนื่อย แทนที่จะเห็นความเหนื่อยเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา กลับไปยึดว่าความเหนื่อยเป็นของฉัน ฉันเป็นผู้เหนื่อย
การปล่อยให้ความสำคัญมั่นหมายในตัวตนเกิดขึ้นมา
ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย ไม่ใช่แต่ในเวลาทำงานเท่านั้น เวลาไหน ๆ ก็เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา เช่น เวลาไม่สบาย ถ้าเรายึดว่าร่างกายเป็นของเรา แทนที่จะเห็นความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับร่างกายเฉย ๆ ก็ไปสำคัญมั่นหมายว่าฉันเจ็บ ฉันปวด ฉันทุกข์
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
เวลามีดบาดนิ้ว ถ้าเราทำความรู้สึกในใจว่ามีดบาดนิ้ว จะไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ แต่พอไปคิดว่ามีดบาด "ฉัน" ขึ้นมา จะรู้สึกเจ็บมาก "มีดบาดนิ้ว"กับ "มีดบาดฉัน"จะให้ความรู้สึกต่างกัน การที่มีตัวฉันมาออกรับอารมณ์ต่างๆ ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย เวลาเดินทางไกล แทนที่จะรู้สึกว่ากายเหนื่อย กลับรู้สึกขึ้นมาว่าฉันเหนื่อย คือไม่ใช่เหนื่อยแต่กาย แต่ใจหรือตัวฉันก็เหนื่อยด้วย
ถ้าเรามีสติรู้ทันความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่า.ที่เหนื่อยนั้นคือเหนื่อยกาย แต่ใจไม่จำเป็นต้องเหนื่อยด้วย เมื่อไม่ได้เอาตัวตนออกไปรับหรือเป็นเจ้าของความเหนื่อยด้วย ก็สามารถที่จะเดินไปได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก ความเหนื่อยเกิดขึ้นก็จริง แต่ไม่มีความรู้สึกว่าฉันเหนื่อย เพราะไม่ได้ปรุงแต่งตัวตนให้ไปออกรับความเหนื่อย จะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยสติเข้าไปกำกับใจเวลาเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะสติทำให้เราเห็นอารมณ์ต่าง ๆ แต่ไม่เข้าไปเป็นเจ้าของอารมณ์นั้น หรือเอาอารมณ์นั้นมาเป็นตัวเป็นตน
เราจำเป็นต้องใช้สติเข้าไปกำกับเวลาทำงาน
สตินั้นตรงข้ามกับตัณหา คนที่ทำด้วยตัณหา หรือความอยาก จะไม่เข้าใจหรือรู้สึกถึงความโปร่งเบาในเวลาทำงานได้ เพราะจิตคอยแบกความอยากไว้ตลอดเวลา แต่ถ้าเรามีสติอยู่กับงานที่ทำ อยู่กับปัจจุบัน จะมีแต่การทำงาน แต่ไม่มีผู้ทำงาน เช่นเดียวกับเวลาเดิน ถ้าเราเดินอย่างมีสติ จะมีแต่การเดิน แต่ไม่มีผู้เดิน
งานการต่าง ๆ สามารถที่จะเป็นเวทีหรือโอกาสให้เรารู้จักการปล่อยวางตัวตน
ไม่ยึดติดว่าเป็นเราหรือของเรา คือทำงานด้วยจิตว่างนั่นเอง พุทธศาสนานั้นมองว่า งานนอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดประโยชน์
ส่วนตนได้ด้วย คือ
เกิดประโยชน์ในแง่การพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือจิตใจไปพร้อมกัน งานสามารถบ่มเพาะหรือเสริมสร้างคุณภาพภายในได้ด้วย ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์สิ่งภายนอกเท่านั้น ถ้าทำงานด้วยการวางจิตวางใจอย่างถูกต้อง งานก็จะสำเร็จ ส่วนคนทำก็จะมีความสุขด้วย เป็นความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวเองพร้อมกับความสำเร็จที่เกิดกับส่วนรวม
งานที่สร้างสรรค์นั้นช่วยสร้างโลกให้น่าอยู่
แม้จะทำงานเล็ก ๆ แต่ก็ควรระลึกว่าเราได้มีส่วนสร้างสังคมและสร้างโลกด้วย พร้อมกันนั้นก็พึงตระหนักว่างานที่เราทำแต่ละขณะๆ นั้นมีส่วนในการสร้างความเจริญงอกงามให้เกิดขึ้นกับชีวิตด้านในไปด้วย ทัศนคติเช่นนี้คือสิ่งที่ขาดหายไปในการทำงานส่วนใหญ่
เพราะผู้คนมักเห็นแค่ว่า
งานการทำให้เกิดความสำเร็จทางโลก แต่ไม่ค่อยคิดว่างานสามารถทำให้เกิดความสำเร็จทางธรรมหรือทางจิตวิญญาณได้ด้วย งานสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ตนควบคู่กับประโยชน์ท่าน งานสามารถที่จะสร้างโลกให้สวยสดงดงามพร้อม ๆ กับการบ่มเพาะชีวิตด้านในให้พรั่งพร้อมบริบูรณ์ด้วยความสุข
ไม่มีใครในโลกนี้ที่ได้ ๒๐ ล้านบาทมาเปล่า ๆ ฟรี ๆ ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง(หรือหลายอย่าง) ดังนั้นก่อนที่อยากจะได้อะไร ถามตัวเองดูบ้างว่ามีอะไรบ้างที่อาจจะต้องเสียไปเพื่อแลกกับสิ่งนั้น และเราพร้อมหรือยังที่จะเสียสิ่งเหล่านั้นไป
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: พระไพศาล วิสาโล
โดย :khan โพสเมื่อ [ วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน 2550 เวลา 16:04 น.]
| " === ขอเชิญรับหนังสือ "ฉลาดทำใจ" === " |
ของ
หาย -สอบตก- ถูกด่า - ป่วยเรื้อรัง - อกหัก - ค้าขายขาดทุน - ตกงาน -
เงินเดือนไม่พอใช้ - ทะเลาะกันในบ้าน - การเรียนตกต่ำ - ไม่หล่อ ฯลฯ
"ทุกข์" ทุกรูปแบบ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะรู้วิธีสุขใจในทุกสถานการณ์
เครือข่ายพุทธิกา จัดพิมพ์หนังสือสีสวยน่ารัก "ฉลาดทำใจ"
คู่มือทำใจให้เป็นสุขในทุก ๆ สถานการณ์ สำหรับทุกท่านที่สนใจ
( สำหรับผู้ที่ขอมาในช่วงเข้าพรรษานี้เท่านั้น)
เพียงทำตามกติกาดังต่อไปนี้
1 สอดแสตมป์มูลค่า 9 บาท ( เช่น สอดแสตมป์ 3 บาทรวมกัน 3 ดวง หรือ ดวงละ 9 บาทก็ได้ ฯลฯ )
2. แจ้งชื่อที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ให้ชัดเจน
3. ส่งจดหมายมาที่ เครือข่ายพุทธิกา เลขที่ 90 ซอยอยู่ออมสิน ถนนจรัญสนิทวงศ์ 40 เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
4.วงเล็บมุมซองว่า " budpage.com" (จะส่งให้เร็วเป็นพิเศษ นะครับ อิ อิ)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-883-0592, 02-886-9881 มือถือ 086-300-5458 หรือ อีเมล์: b_netmail@yahoo.com
โดยคุณ
:
Webmaster
เมื่อ 10 กันยายน 2550, 14:28 น.