ทวิตเตอร์

ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ

ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว

และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว

 

ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร

ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ

ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่

 

ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน

เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะคบชู้สู่ชาย ทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ

อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม

เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก

 

แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้

และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก

ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น

 

หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะคะว่า

"ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..."

 

ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น

จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก

 

"ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ

สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้"

 

"นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ

เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..."

 

หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง

แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก

เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลยนะคะ เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง

 

ท่านถึงย้ำนักย้ำหนา ให้เราลุกขึ้นมาเพียรสู้เอาชนะกิเลสแบบยิบตา

เพราะเมื่อไหร่ที่อ่อนแอท้อแท้ถดถอย พลาดท่าเสียทีให้แก่กิเลสแม้สักครั้งหนึ่งแล้ว

มันไม่ใช่ถอยทีหนึ่งแค่ก้าวสองก้าว แต่มันถอยกันไปได้เป็นชาติ ๆ

 

ท่านเล่าว่าแม้พระอานนท์ก็เคยพลาดมาแล้ว อย่างที่เคยเล่าไว้ในฉบับก่อน ๆ นะคะว่า

เมื่อสมัยก่อนที่จะเป็นพระอานนท์ ท่านเคยทำบุญแล้วอธิษฐานขอให้เกิดมารูปงาม

พอเกิดมารูปงามเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ก็เกิดพลาดพลั้งผิดศีล ไปประพฤติผิดในกามเข้า

แค่นั้นก็เล่นเอาท่านต้องลงไปวนเวียนอยู่ในนรกเสียเป็นเวลานาน

ครั้นพอพ้นขึ้นมา ได้เกิดเป็นวัว ก็ถูกตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นอีกห้าร้อยชาติ

พอได้มาเกิดเป็นคน ก็ยังไม่สมประกอบอีก ต้องผิดปกติทางเพศอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่

กว่าจะสมประกอบคืนมาได้ คิดดูนะคะไม่รู้กี่ชาติ เพียงแค่พลาดพลั้งไปชั่ววูบเท่านั้นเอง…

 

ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้

ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้

 

แต่แปลกไหมล่ะคะ ในเรื่องที่ควรจะจดจำได้เพื่อใช้เป็นบทเรียน มันกลับลืม

แต่ในเรื่องที่ควรจะลืมเพื่อปล่อยความทุกข์จากสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้ว มันกลับจำ

 

"ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่งนะคะ คือคำว่า "สัญญา"

ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะคะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้

 

พระพุทธเจ้าท่านอุปมาเปรียบเทียบ สัญญา หรือความจำนี้ ว่าเหมือนกับ พยับแดด

นึกภาพกันออกไหมคะ... ในวันฟ้าโปร่งยามเที่ยงวัน ท่ามกลางแดดกล้า

เราอาจเห็นแสงแดดจ้าที่ปรากฏในระยะไกล ส่องประกายเต้นอยู่ระยิบระยับวับวาว

ราวกับมีตะคุ่มเงาหรือผืนน้ำให้เห็นอยู่ไหว ๆ เบื้องหน้า

แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ สิ่งที่เหมือนปรากฏให้เห็นเมื่อครู่นั้น

กลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้จับต้องได้สักอย่าง ไม่มีแม้สาระตัวตนใด ๆ

 

สิ่งที่เห็นเต้นไหว ๆ เหมือนมีชีวิตแกว่งไกวอยู่เบื้องหน้านั้น

เป็นเพียง "ภาพลวงตา"

 

เช่นกัน เราจำหน้าคนรักในอดีตได้ เห็นภาพที่นั่งอยู่ข้างกัน ฟังเพลงเดียวกัน พูดคุยกัน

เหมือนเขาและเธอปรากฏอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้ จนบางทีเหมือนสัมผัสได้ราวกับมีตัวตน

แต่แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีกระทั่งตัวตนอะไรสักอย่าง...

สิ่งที่ใจหลงยึดไว้ว่ามีอยู่ มิได้ปรากฏเป็นแก่นสารสาระอันใดเลย นอกจากความว่างเปล่า

 

อย่างที่คุณดังตฤณว่าไว้...

สัญญาจะต่างกับพยับแดดที่ตรงไหน

ถ้าหากแค่ "เหมือนมี" แต่แท้จริง ไม่ได้มี

 

เราต่างหลงเข้าไปปรุงแต่งต่อเติมภาพลวงตานั้นกันแทบทั้งวันและทุกวัน

หลวงพ่อท่านจึงว่า น้อยคนนักในโลกนี้ที่จะ "ตื่น" อย่างแท้จริงทั้งที่ลืมตา

 

อาจเป็นเรื่องดีที่ธรรมชาติออกแบบมาให้เราจดจำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้

เพราะขนาดจำไม่ได้ เรายังหลง "ยึด" บุคคลและเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตนี้ชีวิตเดียว

ไว้เสียเหนียวแน่นลึกล้ำ จนลากพาเอาความทุกข์และน้ำตามาแล้วอย่างประมาณไม่ได้

นับประสาอะไรกับคนและเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนับล้าน ๆ ชาติที่เราเคยเกี่ยวพัน

 

เราหลับ ๆ ฝัน ๆ จำ ๆ ลืม ๆ ตื่น ๆ หลับ ๆ กันมาหลายภพหลายชาติแล้ว

หลงนึกว่าสิ่งนั้นมี สิ่งนี้มี แล้วก็ดิ้นรนไขว่คว้า ยึดเอาว่าเป็นตัวเรา ของเรา ตลอดเวลา

ภพต่อภพ ชาติต่อชาติ ไม่เคยจำได้ พร้อมที่จะทำผิดได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เคยเข็ดขยาด

ไม่เคยเห็นว่าทุกอย่างเป็นเพียงของหลอกและมายา ที่เราสมมติยึดถือเอาทั้งสิ้น

 

สังสารวัฏนั้นมีแต่ความน่ากลัวนะคะ...

ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร

ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม

 

เราเลือกได้นะคะ ที่จะรอเวลาปล่อยให้ชีวิตนี้ดับสิ้นลงและผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง

เพียงเพื่อจะลืม แล้วก็ตื่นมาเดินตุปัดตุเป๋ เล่นเกมเดิม ๆ

ที่เต็มไปด้วยหลุมพรางอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกครั้ง

หรือเลือกที่จะ "ตื่น" จากความฝัน

แล้วหาทางเดินออกจากเกมแห่งความไม่รู้ที่น่ากลัวนี้

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกค่ะ ที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาทิ้งความยึดมั่นผิด ๆ เช่นนั้นได้

ก็ในเมื่อเวลาเราสะสมความเห็นผิด เราสะสมบ่มเพาะกันมาอย่างที่เรียกว่านับอนันตชาติ

เมื่อเราจะหันมาสะสมความเห็นถูกบ้าง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในวันสองวันเป็นแน่

 

แต่ลองเชื่อตามพระพุทธเจ้าเถิดค่ะว่า หากพากเพียรตามแนวทางของพระพุทธองค์แล้ว

เราย่อม "ตื่น" จากแหล่งพักพิงอันเป็นมายา มาสู่ที่พึ่งอันปลอดภัยได้วันหนึ่งอย่างแน่นอน

 

========================================

คัคลอกมาจาก - นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๓๙ ประจำวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรี๊ด คนแรกอีกแล้ว
ขอโปรโมชั่นด้วยนะครับพี่

#1 By มนุษย์กล่อง on 2008-04-05 12:48

นี่ๆ เรื่องดีๆๆมีให้อ่าน ไม่มีโปรให้หรอก แต่มีใจให้ open-mounthed smile cry กระดากปากจริงๆเลย

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-04-05 12:59

ก็คงต้องพยายามกันต่อไป...แต่ดู ดูแล้ว
ล้านคนจะสักหนึ่ง ซึ่งจะเป็นใครก็ไม่รู้

#3 By รีคอนดำ on 2008-04-05 14:07

"นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ

เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..."


เจ้ . . .

ผม กลัว นะเนี่ย

#4 By riddler on 2008-04-05 15:18

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ
อ่านแล้วได้คิดและได้สติด้วย

#5 By kororo on 2008-04-05 15:53

คุณรีคอนดำ - ใช่แล้ว...แต่ก็ยังหวัง...แค่อย่างเีดียว....นิพพาน big smile

โอ้ - จริงอ่ะ

คุณkororo - ยินดีค่ะ big smile

#6 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-04-05 18:55

เป็นข้อคิดที่ดีมากๆ

บลอคทีมใหม่สวยดีครับ

#7 By Phat on 2008-06-20 03:17

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
แม้เป็นentry ย้อนหลัง
แต่อ่านแล้วมีประโยชน์จริงๆ

#8 By shimeatsky on 2008-11-06 18:19

Search

TwitterCounter for @maroommatum

Favourites