R#-ชายตาบอด 4 คน
posted on 11 Nov 2007 12:54 by maroommatum in Read
ที่มา - หน้าพระดอทคอม
จากหลักธรรมคำสอนประจำวัน ในเวปไซต์ Buddhist Chennel เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548
ที่ประเทศสิงคโปร์ –
แปล โดย ปิยนุช (อาสาเยาวชนชาวพุทธ)
วาดภาพประกอบ โดย a-suka (อาสาหนุ่มสาวชาวพุทธ)
มีชายตาบอดคนหนึ่งกำลังจะออกจากบ้านเพื่อนเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน
เพื่อนผู้หวังดีของเขาแนะนำให้ชายตาบอดนำโคมไฟติดตัวไปด้วย แต่
ยังไม่ทันที่เพื่อนของเขาจะพูดจบ ชายตาบอดกลับหัวเราะออกมาและพูดสวนกลับมาว่า
“ ทำไมฉันต้องเอาโคมไฟนี่ไปด้วยล่ะ ฉันน่ะรู้ทางไปบ้านของฉันดี ไม่จำเป็นหรอก ”
แต่เพื่อสนองความหวังดีของเพื่อนเขาจึงจำต้องเอาโคมไฟนั้นมาด้วย และเมื่อเขาเดินทางไปได้สักพัก
ก็มีคนเดินมาชนเขาเข้า ทำให้เขาตกใจ และรู้สึกโกรธขึ้นมาตงิดๆ
แล้วเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า
“ เฮ้ย !!! นี่คุณไม่ได้ตาบอดซะหน่อย
ช่วยหลีกทางให้คนตาบอดเดินหน่อยไม่ได้รึไงกัน ”
แล้วชายตาบอดก็เดินทางต่อไป แต่แล้วก็มีคนอื่นเดินมาชนเขาอีกครั้ง
คราวนี้ความโกรธของเขาทวีความรุนแรงขึ้น เขาตะโกนถามคนที่เพิ่งเดินชนเขาว่า
“ นี่
คุณตาบอดรึไงกัน ไม่เห็นแสงโคมไฟของผมหรอ
ผมอุตส่าห์ถือมันมาเพื่อให้คุณมองเห็นผมนะเนี่ย ”
ชายแปลกหน้าตอบชายตาบอดว่า “
นี่คุณตาบอดหรือนี่ คุณไม่เห็นหรอว่าโคมไฟของคุณน่ะมันดับไปแล้ว”
ชายตาบอดชะงักกับคำตอบที่ได้ไปครู่หนึ่ง แล้วชายแปลกหน้าคนนั้นก็ขอโทษชายตาบอด
“
ขอโทษทีครับ ผมก็เป็นคนตาบอดเหมือนกัน ผมมองไม่เห็นว่าคุณก็ตาบอดเหมือนกับผม ” –
“
ไม่หรอกครับ ผมต่างหากเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษที่ผมหยาบคายกับคุณ ”
ชายตาบอดทั้งสองรู้สึกอายเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นชายตาบอดยังคงเดินทางต่อไป และแล้วเขาก็ถูกชนอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาระวังมากขึ้น เขาถามคนที่เดินชนเขาอย่างสุภาพว่า
“ ขอโทษครับ
ไม่ทราบว่าโคมไฟของผมดับรึเปล่าครับ ”
ชายแปลกหน้าคนที่สองตอบว่า
“ เอ้ !!
แปลกจริงๆ นั่นมันเป็นคำถามที่ผมต้องถามคุณนี่นา โคมไฟผมดับหรือครับ ”
ชายทั้งสองหยุดเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถามกันและกันว่า
“ คุณตาบอดรึเปล่า ?” –
“
ใช่ !!! ”
ชายทั้งสองคนตอบพร้อมกัน
แล้วชายตาบอดทั้งสองคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเพราะคำตอบของพวกเขาเอง
จากนั้นชายตาบอดทั้งสองก็คลำไปที่โคมไฟเพื่อพยายามจะจุดมันขึ้นมาใหม่
ขณะนั้นเองก็มีคนเดินผ่านมา
เขาเห็นชายทั้งสองยืนอยู่จึงเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งเพื่อจได้ไม่เดินชนกัน
เขาคนนั้นไม่ทราบหรอกว่าชายทั้งที่ยืนอยู่นั้นเป็นคนตาบอด
และเมื่อเขาเดินผ่านไปเขายังนึกในใจว่า
“ บางที ถ้าเราเอาโคมไฟมาด้วยก็คงจะดี
จะได้เห็นทางได้ชัดขึ้น และคนอื่นก็จะได้พลอยเห็นทางไปด้วย ”
โดยไม่มีใครทราบเพื่อนผู้หวังดีของชายตาบอดคนแรกได้ถือโคมไฟเดินทางตามมาอย่างเงียบๆ
เพื่อเขาจะได้แน่ใจว่าชายตาบอดเพื่อนของเขาจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เขายิ้มกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
และเขาก็หวังว่าเพื่อนของเขาคงได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ชายตาบอดได้เจอในครั้งนี้ด้วยตัวของเขาเอง
หากท่านอ่านนิทานเรื่องนี้แล้วเข้าใจ กรุณาบอกหน่อยเถอะครับ ว่านิทานเรื่องนี้สอนใจเราว่าอย่างไร
--------------------------------------------------------------
กำลังคิดอยู่........
- ในชีวิตคนเราต้องมีแสงสว่างนำทาง......แล้วแสงสว่างจะหาได้จากที่ไหนกันบ้าง...... ในชีวิตจริงจะมีใครมาคอยให้แสงสว่างเหมือนเพื่อนผู้หวังดีในเรื่องนี้ไม๊......ถ้ามีก็ถือว่าโชคดี...เพราะนอกจากจะให้แสงสว่างแล้ว ยังคอยดูแลเราจนถึงฝั่ง.....แต่ถ้าไม่มีละ......ชีวิตเราจะแย่งั้นหรือ.......ไม่เป็นอย่างนั้นมั้ง........เราสามารถที่จะจุดแสงสว่างขึ้นมาเองได้......แต่ว่าวิธีการที่เราจะจุดมันขึ้นมาละ......แต่ละคนจะมีวิธีการที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?????
- กำลังคิดอีกรอบ นึกออกจะมาเขียนเพิ่ม
ตอบเกินพอใช้ไปแล้วอ่ะคุณพี










ชายตาบอดทั้งหมดในเรื่องนี้ ก็คือเราๆท่านๆทั้งหลายที่เป็นพุทธศาสนิกชน(โดยกำเนิด)
โคมไฟ ก็คือ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ชายแปลกหน้า อาจจะหมายถึง พระพุทธเจ้า หรืออาจเป็นพระสงฆ์ หรืออาจเป็นผู้ปฏิบัติธรรม
ดังนั้นเปรียบได้ว่า เราๆท่านๆที่ได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนกิชน(โดยกำเนิด) หากแต่เดินทางชีวิตแบบคนตาบอด ผิดๆถูกๆ หากนำธรรมะมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติ ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพ ถึงแม้ว่าเราๆท่านๆจะไม่เห็นคุณค่าโดยตรงก็ตาม
ตอบแบบนี้ไม่รู้ว่าพอจะใช้ได้หรือไม่ครับ
#1 By -Press F5- on 2007-11-11 13:29